การปลูกมะม่วงปีนี้ ฟาร์ว ครับ
จากพิษเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด -19 ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ไม่ได้โทษใครนะครับมันเป็นกันทั่วโลก บินไม่ได้ เรือไม่เดิน ปิดประเทศก็ไม่รู้จะขายใครผลผลิตล้น จะมาแปรรูปเอง ช่วงนี้บอกกันตามตรงอยู่เฉยๆก่อนดีกว่าครับ มะม่วงช่วงปลายถึงกลาง 5-6 บาท ต่ำตะแมะ ท้ายสุดใครดึงได้ก็ขึ้นมาเกือบ10 บาท แต่แลกมาด้วย มันล่น เต็มต้นเสียหายไปครึ่ง เห้ยเหนื่อย ก็ไม่ได้เงินล้านแล้วครับปีนี้ เอาเป็นหลักหมื่นแก่ๆ พอค่าปุ๋ยค่ายา แต่ค่าแรงเจ้าของเองไม่ต้องถามทำฟรีครับ 555
สู้ๆกันต่อปีหน้า ขอโควิดๆ อย่าเงิน วิดๆ ปีหน้าฟ้าใหม่ว่ากันใหม่ ขอคุณพระศรีรัตนตรัย ช่วยให้โลกนี้หายไปโดยเร็วเสียที
การปลูกมะม่วง วิธีการปลูกมะม่วง ขั้นตอนการปลูกมะม่วงให้ได้ผลผลิต อย่า่งต่อเนื่อง ให้รวยอย่างยั่งยืน พอเพียงแบบรวย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปลูกมะม่วง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปลูกมะม่วง แสดงบทความทั้งหมด
ตลาดมะม่วงมหาชนก ในเมืองนอก go inter
ตลาดมะม่วงมหาชนก ในประเทศเยอรมนี อังกฤษ เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ พบว่ามีลูกค้ายอมรับในเรื่องของสินค้าในฐานะเป็นสินค้าใหม่จนกระทั่งหมดฤดู
ตลาดฝรั่งเศส เป็นตลาดที่นิยมมะม่วงมหาชนก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าอพยพย้ายถิ่นมาอาศัยในประเทศจำนวนไม่น้อยมาจากเอเชีย ดังนั้น พฤติกรรมการบริโภคมะม่วงจึงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ และได้รับการตอบรับที่ดี แต่เนื่องจากเป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพชีวิตสูง การนำเสนอสินค้าอย่างมะม่วงมหาชนกต้องทำด้วยความรอบครอบ ความนิยมมะม่วงมหาชนกเพราะมีสีสันสวยงาม รสชาติหอมหวาน จึงเป็นที่นิยม
ตลาดตะวันออกกลาง เช่น สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประตูการค้าที่เข้าสู่หลายประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นตลาดการขายส่งขนาดใหญ่ การนำสินค้ามะม่วงมหาชนก จำเป็นต้องปรับภาพให้เหมาะสมกับตลาดและการแข่งขัน เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีสีสันสะดุดตา ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ดังนั้น การตั้งราคาต้องคำนึงถึงการแข่งขันกับมะม่วงจากอินเดีย
ตลาดญี่ปุ่น เป็นที่มีกระบวนการผลิต ต้องผ่านกระบวนการอบไอน้ำ เป็นตลาดที่มีรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยเฉพาะความสะอาดและความปลอดภัยในเรื่องของสารพิษตกค้าง ถือว่าญี่ปุ่นเข้มงวดที่สุดในขณะนี้ แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ส่งออกและเกษตรกรที่ตั้งใจผลิตมะม่วงมหาชนกให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
ตลาดรัสเซีย เป็นตลาดที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นประตูทางเศรษฐกิจที่สามารถเปิดประตูอีกกว่า 10 ประเทศ ในกลุ่มที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ก่อนการล่มสลาย และประเทศเหล่านี้อยู่ระหว่างเอเชียกับยุโรป วัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับตัวไปตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามอง ตลาดรัสเซียตอบรับและยอมรับในคุณภาพและราคามะม่วงมหาชนก
ตลาดจีน ประเทศจีนเปรียบเสมือนรวงผึ้งขนาดใหญ่ จีนแบ่งเป็นมณฑลๆ ดังนั้น การเปิดเขตการค้าเสรีของประเทศหมายถึงสามารถส่งผลไม้เข้าไปได้ แต่กฎระเบียบในแต่ละมณฑลยังมีปัญหา การส่งมะม่วงมหาชนกเข้าไปขายในจีนต้องใช้ราคาและจำนวนเป็นตัวหลัก การแข่งขันทำให้การลดราคาจนก่อให้เกิดไม่มีมาตรฐาน ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ราคาถูกกลายเป็นปัญหาตามมา
ตลาดอื่นๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีภูมิอากาศเส้นศูนย์สูตรเดียวกัน เวลาเท่ากัน แต่การพัฒนาคุณภาพสินค้าต่างกัน มีทั้งคนรวย คนจน ปานกลาง การจัดระดับสินค้าเหมาะสมยังสามารถทำได้ ต่อรองการชำระเงินได้ โอกาสทางการตลาดโตวันโตคืน มะม่วงมหาชนก คือมะม่วงที่แปลกใหม่ สามารถทำตลาดไม่ยาก แต่แนวทางการพัฒนาที่ดีขึ้นเป็นตัวชี้วัดในการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้น คิดจะทำการค้าระยะยาว ราคาต้องสมเหตุสมผลกับคุณค่า เป็นแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
ตลาดฝรั่งเศส เป็นตลาดที่นิยมมะม่วงมหาชนก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าอพยพย้ายถิ่นมาอาศัยในประเทศจำนวนไม่น้อยมาจากเอเชีย ดังนั้น พฤติกรรมการบริโภคมะม่วงจึงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ และได้รับการตอบรับที่ดี แต่เนื่องจากเป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพชีวิตสูง การนำเสนอสินค้าอย่างมะม่วงมหาชนกต้องทำด้วยความรอบครอบ ความนิยมมะม่วงมหาชนกเพราะมีสีสันสวยงาม รสชาติหอมหวาน จึงเป็นที่นิยม
ตลาดตะวันออกกลาง เช่น สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประตูการค้าที่เข้าสู่หลายประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นตลาดการขายส่งขนาดใหญ่ การนำสินค้ามะม่วงมหาชนก จำเป็นต้องปรับภาพให้เหมาะสมกับตลาดและการแข่งขัน เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีสีสันสะดุดตา ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ดังนั้น การตั้งราคาต้องคำนึงถึงการแข่งขันกับมะม่วงจากอินเดีย
ตลาดญี่ปุ่น เป็นที่มีกระบวนการผลิต ต้องผ่านกระบวนการอบไอน้ำ เป็นตลาดที่มีรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยเฉพาะความสะอาดและความปลอดภัยในเรื่องของสารพิษตกค้าง ถือว่าญี่ปุ่นเข้มงวดที่สุดในขณะนี้ แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ส่งออกและเกษตรกรที่ตั้งใจผลิตมะม่วงมหาชนกให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
ตลาดรัสเซีย เป็นตลาดที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นประตูทางเศรษฐกิจที่สามารถเปิดประตูอีกกว่า 10 ประเทศ ในกลุ่มที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ก่อนการล่มสลาย และประเทศเหล่านี้อยู่ระหว่างเอเชียกับยุโรป วัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับตัวไปตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามอง ตลาดรัสเซียตอบรับและยอมรับในคุณภาพและราคามะม่วงมหาชนก
ตลาดจีน ประเทศจีนเปรียบเสมือนรวงผึ้งขนาดใหญ่ จีนแบ่งเป็นมณฑลๆ ดังนั้น การเปิดเขตการค้าเสรีของประเทศหมายถึงสามารถส่งผลไม้เข้าไปได้ แต่กฎระเบียบในแต่ละมณฑลยังมีปัญหา การส่งมะม่วงมหาชนกเข้าไปขายในจีนต้องใช้ราคาและจำนวนเป็นตัวหลัก การแข่งขันทำให้การลดราคาจนก่อให้เกิดไม่มีมาตรฐาน ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ราคาถูกกลายเป็นปัญหาตามมา
ตลาดอื่นๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีภูมิอากาศเส้นศูนย์สูตรเดียวกัน เวลาเท่ากัน แต่การพัฒนาคุณภาพสินค้าต่างกัน มีทั้งคนรวย คนจน ปานกลาง การจัดระดับสินค้าเหมาะสมยังสามารถทำได้ ต่อรองการชำระเงินได้ โอกาสทางการตลาดโตวันโตคืน มะม่วงมหาชนก คือมะม่วงที่แปลกใหม่ สามารถทำตลาดไม่ยาก แต่แนวทางการพัฒนาที่ดีขึ้นเป็นตัวชี้วัดในการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้น คิดจะทำการค้าระยะยาว ราคาต้องสมเหตุสมผลกับคุณค่า เป็นแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
มะม่วงมหาชนก
มะม่วงมหาชนก ต้นกำเนิด....
มะม่วงมหาชนก เป็นพันธุ์ที่ได้จากต้นที่ปลูกโดยการเพาะเมล็ด (พ่อแม่มะม่วงพันธุ์ซันเซทกับพันธุ์หนังกลางวัน) ที่สวนของอาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย คุณเดช ทิวทอง นำไปทดลองปลูกไว้ที่สวน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และพบว่ามีต้นมะม่วงต้นหนึ่ง เจริญเติบโต มีใบใหญ่ ให้ผลยาวคล้ายพันธุ์หนังกลางวัน แต่ผลสุกกลับมีสีผิวเหลืองอมแดง มีสีส้มคล้ายพันธุ์ซันเซท จึงสันนิษฐานเกิดการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์โดยบังเอิญ จึงได้ตั้งชื่อมะม่วงพันธุ์นี้ว่า "มะม่วงมหาชนก"
มะม่วงมหาชนก ได้รับการยอมรับว่าเป็นพันธุ์ที่ถูกต้องตามหลักเพื่อการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศและหลักตามวิชาการ นอกจากนี้ ลักษณะเด่นพิเศษของมะม่วงมหาชนกมีลักษณะภายนอกสีผิวสวย (สีแดงแก้มแหม่ม) รสชาติดี แต่ไม่ต้านทานโรคแอนแทรกโนส และหากในแหล่งที่ปลูก มีมะม่วงอื่นออกดอกติดผลตลอดปี มะม่วงมหาชนก ก็จะออกดอกติดผลตลอดปีเช่นกัน
มะม่วงมหาชนก เป็นพันธุ์ที่ได้จากต้นที่ปลูกโดยการเพาะเมล็ด (พ่อแม่มะม่วงพันธุ์ซันเซทกับพันธุ์หนังกลางวัน) ที่สวนของอาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย คุณเดช ทิวทอง นำไปทดลองปลูกไว้ที่สวน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และพบว่ามีต้นมะม่วงต้นหนึ่ง เจริญเติบโต มีใบใหญ่ ให้ผลยาวคล้ายพันธุ์หนังกลางวัน แต่ผลสุกกลับมีสีผิวเหลืองอมแดง มีสีส้มคล้ายพันธุ์ซันเซท จึงสันนิษฐานเกิดการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์โดยบังเอิญ จึงได้ตั้งชื่อมะม่วงพันธุ์นี้ว่า "มะม่วงมหาชนก"
มะม่วงมหาชนก ได้รับการยอมรับว่าเป็นพันธุ์ที่ถูกต้องตามหลักเพื่อการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศและหลักตามวิชาการ นอกจากนี้ ลักษณะเด่นพิเศษของมะม่วงมหาชนกมีลักษณะภายนอกสีผิวสวย (สีแดงแก้มแหม่ม) รสชาติดี แต่ไม่ต้านทานโรคแอนแทรกโนส และหากในแหล่งที่ปลูก มีมะม่วงอื่นออกดอกติดผลตลอดปี มะม่วงมหาชนก ก็จะออกดอกติดผลตลอดปีเช่นกัน
ปัญหาการปลูกมะม่วงไม่สำเร็จ
มะม่วงเป็นต้นไม้เศรฐกิจที่ ปลูกง่าย ปลูกได้ในดิน พื้นที่ที่แรนแค้น ถึงเป็นหินดิน ตามเขายังปลูกได้ดี สิ่งสำคัญคือ การดูแลรักษายากต้นยังไม่แข็งแรง ยังเล็ก สิ่งที่ทำให้การปลูกมะม่วงไม่สำเร็จมีอยู่อย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ เจ้าของไม่มีการดูแลที่ดีพอ การปล่อยปะล่ะเลยตาม มีตามกรรม ปล่อยหญ้ารก หนูมาแทะทำรัง ต้นโดนหนอนเจาะก็ปล่อยไม่ดูแล อันนี้ทำให้ต้นแคระแกลน หรือ ตามไปเลยก็มี
ต้นมะม่วงจะออกดอกออกผลปีล่ะครั้ง คือเริ่มออกดอกตั้งแต่ปลายมกราคม เริ่มเห็นผลเล็กเมื่อ ย่างเข้าสู่ กุมภาพันธ์ ผลผลิตจะออกเต็มที่เมื่อเข้าสู่ช่วงเมษา ช่วงนี้ความเจ๊ง ไม่สำเร็จจะเกิดขึ้น คือโรค ทรัพย์จาง และขาดน้ำ ของต้นมะม่วง มะม่วงช่วงนี้ต้องการน้ำพอสมควรในการเลี้ยงผล แต่ต้น ใบ ถ้าแดดแรงช่วง หน้าร้อน ใบก็จะดำ และผลร่วงระนาว ต้องดูแลเรื่องน้ำให้จงดี
ต้นมะม่วงจะออกดอกออกผลปีล่ะครั้ง คือเริ่มออกดอกตั้งแต่ปลายมกราคม เริ่มเห็นผลเล็กเมื่อ ย่างเข้าสู่ กุมภาพันธ์ ผลผลิตจะออกเต็มที่เมื่อเข้าสู่ช่วงเมษา ช่วงนี้ความเจ๊ง ไม่สำเร็จจะเกิดขึ้น คือโรค ทรัพย์จาง และขาดน้ำ ของต้นมะม่วง มะม่วงช่วงนี้ต้องการน้ำพอสมควรในการเลี้ยงผล แต่ต้น ใบ ถ้าแดดแรงช่วง หน้าร้อน ใบก็จะดำ และผลร่วงระนาว ต้องดูแลเรื่องน้ำให้จงดี
ถ้าผ่านช่วงร้อนสุดไปได้ ก็จะเห็น เงินกันล่ะ
สุดท้ายบทนี้ ให้คิดจะปลูกมะม่วง เอาแบบรวยกันนะ ต้อง เอาใจใส่ต้นมะม่วงแบบลูกกันเลย ต้องมีเวลาให้มัน ปล่อยทิ้งขว้างไปไม่ได้ นี้คือเหตุผลเดียวของความไม่สำเร็จ
การส่งออกมะม่วงไปญี่ปุ่น
การส่งออกมะม่วงไปญี่ปุ่นจะส่งออกได้เฉพาะมะม่วงสดพันธุ์หนังกลางวัน (งาช้าง) น้ำดอกไม้ แรด และพิมเสน โดยมีวิธีการกำจัดศัตรูพืชดังนี้ มะม่วงพันธุ์หนังกลางวันต้องถูกกำจัดแมลงวันผลไม้โดยเครื่องอบไอน้ำด้วยการใช้อากาศร้อนที่อิ่มตัวด้วยไอน้ำเพิ่มอุณหภูมิภายในสุดผลให้คงอยู่เป็นเวลานาน 10 นาที ที่อุณหภูมิ 46.5 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า หรือการใช้อากาศร้อนที่อิ่มตัวด้วยไอน้ำเพิ่มอุณหภูมิภายในสุดผลให้คงอยู่เป็นเวลานาน 20 นาที ที่อุณหภูมิ 47 องศาเซลเซียส หลังจากที่เพิ่มอุณหภูมิผลขึ้นอย่างช้าๆ จนกระทั่งถึง 43 องศาเซลเซียส ด้วยอากาศร้อนที่มีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ
มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ แรด และพิมเสน ต้องถูกกำจัดแมลงวันผลไม้โดยเครื่องอบไอน้ำด้วยการใช้อากาศร้อนที่อิ่มตัวด้วยไอน้ำเพิ่มอุณหภูมิภายในสุดผลให้คงอยู่เป็นเวลานาน 20 นาที่ ที่อุณหภูมิ 47 องศาเซลเซียส หลังจากที่เพิ่มอุณหภูมิผลขึ้นอย่างช้าๆ จนกระทั่งถึง 43 องศาเซลเซียส ด้วยอากาศร้อนที่มีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ
การดำเนินการอื่นๆ เช่น คุณสมบัติของเครื่องกำจัดแมลงวันผลไม้การบรรจุและสถานที่บรรจุหีบห่อ การตรวจสินค้านำเข้า ฯลฯ ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับด้านกักกันพืชสำหรับมะม่วงสดที่ปลูกในประเทศไทย (บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com)และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ป่าไม้ และประมง ฉบับที่ 82, 1993 ของประเทศญี่ปุ่น
ก่อนส่งออกมะม่วงไปยังญี่ปุ่นดังกล่าวข้างต้น ต้องใช้วิธีกำจัดแมลงวันด้วยความร้อน กรรมวิธีอบไอน้ำปรับสภาพ
ความชื้นสัมพัทธ์ (modified vapor heat treatment, MVHT) เพื่อกำจัดไข่และตัวหนอนของแมลงวันผลไม้ 2 ชนิดได้แก่ oriental fruit fly, Bactrocera dorsalis (Hendel) และ Melon fly, B. cucurbitae (Coquillett) ที่อุณหภูมิผิวเมล็ดสูงถึง 47 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที โดยในช่วงแรกของการเพิ่มอุณหภูมิผล มะม่วงถึง 43 องศาเซลเซียส อากาศร้อนต้องมีความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 50 – 80 เปอร์เซ็นต์ และช่วงหลังจากผลมะม่วงอุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียส อากาศร้อนต้องอยู่สภาพที่อิ่มตัวด้วยความร้อน ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 95% หลังจากจากสิ้นสุดการให้ความร้อนแล้วต้องลดอุณหภูมิผลมะม่วง โดยเป่าด้วยลมหรือฉีดพ่นด้วยน้ำ
การกำจัดแมลงวันผลไม้มะม่วงก่อนส่งออกด้วยกรรมวิธีอบไอน้ำ ปรับสภาพความชื้นสัมพัทธ์ สามารถดำเนินการได้โดยนำมะม่วงไปทำการอบได้ที่ อาคารศูนย์พัฒนาการผลิตและควบคุมศัตรูผักผลไม้เพื่อการส่งออก กองปป้องกันและกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร กรุงเทพฯ (ดูที่อยู่ด้านล่าง)
การบรรจุหีบห่อและการคัดเลือกมะม่วง
ทำการคัดเลือกมะม่วงโดยใช้ระดับความสุกและน้ำหนักผล ความสะอาด และตำหนิ เป็นเกณฑ์เพื่อให้เกิดความสะดวกและความสม่ำเสมอของการจัดเรียงเสมอในบรรจุภัณฑ์ และเป็นไปตามมาตรฐานมะม่วง
ขนาดมะม่วงสำหรับแปรรูป มักใช้มะม่วงที่มีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 170 – 350 กรัม หรือ 3 – 6 ผลต่อกิโลกรัม ผลมะม่วงต้องสะอาดไม่มีสิ่งปนเปื้อน เช่น น้ำมันโซล่า น้ำมันเครื่อง ดิน หิน กรวด ทราย
คุณลักษณะของภาชนะบรรจุมะม่วงเพื่อการส่งออก
ขนาดของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องเหมาะสมกับความต้องการของตลาด มิติของบรรจุภัณฑ์ต้องเหมาะสมกับ สภาพการขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้กับเพลเลท ขนาดบรรจุที่นิยมใช้มีตั้งแต่ 2-15 กิโลกรัม
บรรจุภัณฑ์ต้องให้การปกป้องผลผลิตไม่ให้เกิดการเสียหาย ทั้งกายภาพและเชิงกล มีความแข็งแรง และมีความทนทานต่อการขนส่ง สามารถรองรับน้ำหนักของมะม่วง และการวางซ้อนเรียงในขณะทำการขนย้าย จากต้นทางไปปลายทางได้
กรณีของกล่องกระดาษลูกฟูก ความแข็งแรงของกล่องขึ้นกับชนิดของแป้งทำกาวและกระดาษลูกฟูกที่ใช้ในกระบวนการผลิตกล่อง ชนิดกระดาษทำกล่องมะม่วงควรใช้กระดาษที่มีน้ำหนัก กระดาษสำหรับทำผิวชั้น นอก 200 กรัมต่อตารางเมตร และกระดาษทำผิวชั้นใน 230 กรัมต่อตารางเมตร ส่วนกระดาษทำลอน ลูกฟูกควรอยู่ระหว่าง 125 – 160 กรัมต่อตารางเมตร
บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ต้องไม่ทำให้มะม่วงเสื่อมคุณภาพ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรภาพ ที่ทำให้มะม่วงมีคุณลักษณะผิดไปจากธรรมชาติ จึงต้องมีระบบการระบายอากาศที่ดีพอ ที่จะไม่ทำให้มะม่วงเกิดการหายใจแบบขาดออกซิเจน
บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถทนความชื้นสูงได้ ในกรณีที่ต้องเก็บมะม่วงในสภาพที่มีความชื้นสูง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้จึงต้องสะอาด ปราศจากกลิ่นและวัตถุแปลกปลอม วัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนหมึกพิมพ์หรือกาว ต้องไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและอันตรายต่อผู้บริโภค บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามสามารถส่งเสริมการขายได้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถทำลายได้ง่าย หรือสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่ได้ เพื่อไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและ/หรือเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำลาย
การส่งออกมะม่วง ใช้เอกสาร ดังนี้
ใบรับรองปลอดศัตรูพืชจากกรมวิชาการเกษตร (http://thaifloriade.doae.go.th/hort_cd/html/im2.htm)
ใบรับรับรองสารตกค้างจากกรมวิชาการเกษตร กรณีส่งออกไปยังประเทศ สิงค์โปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น สาธาณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง สหภาพยุโรป และสหรํฐอเมริกา (ดูวิธีการขอใบรับรอง)
หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (ฟอร์ม E) กรณีส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน จากกรมการค้าต่างประเทศ ประกอบการขอใช้สสิทธิลดภาษีนำเข้า
ข้อมูลจาก
http://www.ethaitrade.com/blog/169
สวนมะม่วงตระกูลคณะฝั้น อีก 2 ปีล้านแล้วจ้า
สวนมะม่วงตระกูลคณะฝั้น อีก 2 ปีล้านแล้วจ้า
สวนมะม่วง ที่รวมกันกว่า 30 ไร่ ลุงผมประมาณ 20 ไร่ ส่วนผมประมาณ 10 ไร่ ที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงกว่า 5 ปี ตอนนี้เริ่มถยอย ออก ผลิตมาให้แล้วอย่างชื่นใจ จากการวางระบบมีอ่างน้ำตรงด้านท้ายสวนกว้าง 1 ไร่ แล้วยิงไดร์ขึ้นมาใสแทงค์ใหญ่ เพื่อกระจายน้ำจากที่สูงสู่ที่ต่ำ ถึงแม้ว่าต้นมะม่วง 5 ปีจะยังไม่ได้ผลผลิต เท่าที่เราต้องการแต่ มนต์เสน่ห์ ของการปลูกมะม่วงอยู่ที่ มันจะให้ผลผลิตแก่คุณมากขึ้นๆๆ ทุกๆปี ตลาดมีความต้องการสูง รายได้ที่รับในปัจุบันอยู่ที่หลักหมื่นหลักแสน แต่เชื่อเถอะครับอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะมีผลิตต่อปี เหยียบล้านแน่นอน การมะม่วงนั้นไม่ใช่เราต้องดูแล 24 ชั่วโมงอาทิตย์ 2-3 ครั้งก็พอเรามีเวลาว่างได้ไปทำอย่างอื่นอีกมากมาย กระผมภูมิใจและยินดีกับผู้ที่เริ่มทำธุรกิจ นักอิสระส่วนตัว พร้อมที่จะลุยหรือยังครับ
สวนมะม่วง ที่รวมกันกว่า 30 ไร่ ลุงผมประมาณ 20 ไร่ ส่วนผมประมาณ 10 ไร่ ที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงกว่า 5 ปี ตอนนี้เริ่มถยอย ออก ผลิตมาให้แล้วอย่างชื่นใจ จากการวางระบบมีอ่างน้ำตรงด้านท้ายสวนกว้าง 1 ไร่ แล้วยิงไดร์ขึ้นมาใสแทงค์ใหญ่ เพื่อกระจายน้ำจากที่สูงสู่ที่ต่ำ ถึงแม้ว่าต้นมะม่วง 5 ปีจะยังไม่ได้ผลผลิต เท่าที่เราต้องการแต่ มนต์เสน่ห์ ของการปลูกมะม่วงอยู่ที่ มันจะให้ผลผลิตแก่คุณมากขึ้นๆๆ ทุกๆปี ตลาดมีความต้องการสูง รายได้ที่รับในปัจุบันอยู่ที่หลักหมื่นหลักแสน แต่เชื่อเถอะครับอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะมีผลิตต่อปี เหยียบล้านแน่นอน การมะม่วงนั้นไม่ใช่เราต้องดูแล 24 ชั่วโมงอาทิตย์ 2-3 ครั้งก็พอเรามีเวลาว่างได้ไปทำอย่างอื่นอีกมากมาย กระผมภูมิใจและยินดีกับผู้ที่เริ่มทำธุรกิจ นักอิสระส่วนตัว พร้อมที่จะลุยหรือยังครับ
ชมบรรยากาศสวนมะม่วงของผมที่ลำพูนบ้านโฮ่ง
ชมบรรยากาศสวนมะม่วงของผมที่ลำพูนบ้านโฮ่ง
ท่ามกลางบรรยากาศของขุนเขาของรอบนอกเมืองลำพูนที่มีทั้งความสงบและบรรยากาศอันบริสุทธิ์
ด้วยแรงแห่งอุสาหะและศรัทธาจากผืนดินที่ว่างเปล่าและแห้งแล้งกลับพลิกพื้นสู่แผ่นดินแห่งความอุดมสมบูรณ์ ดินที่สร้างเงิน สร้างทองสร้างรายได้รายปีให้กลับครอบครัว ผืนดินที่เต็มไปด้วยสายใยความผูกพันของครอบครัว
![]() |
| ชมบรรยากาศสวนมะม่วงของผมที่ลำพูนบ้านโฮ่ง |
![]() |
| ชมบรรยากาศสวนมะม่วงของผมที่ลำพูนบ้านโฮ่ง |
เทคนิคการใส่ปุ่ย ในการปลูกมะม่วง
เทคนิคการใส่ปุ่ย ในการปลูกมะม่วง
เป็นปุ๋ยที่ให้ประโยชน์แก่ต้นพืชอย่างรวดเร็ว และมีธาตุอาหารมากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ในดินที่ค่อนข้างขาดธาตุอาหาร จึงควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ให้บ้างจะทำให้ต้นโตเร็วให้ดอกให้ผลได้มากและสมํ่าเสมอ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์อาจให้ตั้งแต่ระยะเป็นต้นกล้าโดยใช้ปุ๋ยแอมโมเนี่ยมชัลเฟต 2 - 4 ช้อนแกง ผสมนํ้า 1 ปี๊บรดที่ต้นกล้าเดือนละ 2 ครั้งจะช่วยให้ต้นกล้าโตเร็ว แข็งแรง สามารถนำไปปลูกหรือใช้เป็นต้นตอได้เร็วและเมื่อนำต้นมะม่วงไปปลูกในแปลงจริง การใช้ปุ๋ยฟอสเฟตหรือกระดูกป่นใส่รองก้นหลุมก็จะช่วยให้รากเจริญเติบโตดี ทำให้ต้นตั้งตัวเติบโตเร็ว
ส่วนต้นมะม่วงที่โตแล้วแต่ยังไม่ให้ผล อาจใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 4-7-5 หรือ 4-9-3 ใส่ให้แก่ต้นเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน สำหรับต้นมะม่วงที่ให้ผลแล้ว อาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-5-15 หรือ 16-16-16 ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้กับไม้ผลทั่วไป อย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาเสียก่อน เพื่อให้ได้ผลอย่างเต็มที่ ไม่เกิดการสูญเปล่า เพราะความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมต่างๆของแต่ละท้องที่ย่อมไม่เหมือนกัน ประการหนึ่งต้นมะม่วงเป็นไม้ผลที่มีขนาดใหญ่รากสามารถหยั่งลึกหาอาหารได้ไกลๆ ถ้าดินนั้นเป็นดินดี อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารอยู่แล้ว ก็อาจไม่ต้องใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เลยก็ได้ การปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อยู่เสมอก็เพียงพอ
จำนวนปุ๋ยที่ใส่ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ทำให้ดินโปร่งเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินจำนวนที่ใส่ไม่จำกัด ถ้าดินทรายจัดก็ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ให้มากหน่อย สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 นั้น จำนวนปุ๋ยที่ใส่ขึ้นอยู่กับว่า ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด แต่มีหลักคิดอย่างคร่าวๆ ได้ดังนี้คือ จำนวนกิโลกรัมของปุ๋ยที่ใส่ต่อต้นต่อปีเท่ากับครึ่งหนึ่งของอายุของต้นมะม่วงเช่น มะม่วงอายุ 2 ปีใส่ 1 กิโลกรัม อายุ 3 ปีใส่ 1.5 กิโลกรัม อายุ 8 ปี ใส่ 4 กิโลกรัม เรื่อยไป จนถึง มะม่วงอายุ 10 ปีใส่ 5 กิโลกรัม หลังจากมะม่วงอายุ 10 ปีขึ้นไปแล้วไม่ยึดหลักดังกล่าวนี้ แต่ดูจากผลผลิตมะม่วงแต่ละปี ถ้าปีที่แล้วให้ผลมาก ก็จำ เป็นต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้นตามส่วน และยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินด้วย
วิธีใส่ปุ๋ย เมื่อต้นยังเล็กอยู่ ควรใช้วิธีขุดพรวนดินตื้นๆรอบต้น ในรัศมีทรงพุ่ม แบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวน ประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วน โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้น เพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่าและจะทำให้มะม่วงตายได้ จากนั้นจึงรดนํ้าให้ชุ่ม ส่วนในต้นที่โตแล้วอาจใช้วิธีขุดเป็นรางดินรอบต้นภายในรัศมีของทรงพุ่ม ขุดรางดินลึกประมาณ 6 นิ้ว ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักลงไปในราง ตามด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ แล้วกลบดิน รดนํ้าให้ชุ่ม ส่วนภายในบริเวณทรงพุ่มให้ขุดพรวนเพียงเล็กน้อย แล้วหว่านปุ๋ยเช่นเดียวกัน เหตุผลที่ใส่ปุ๋ยรอบบริเวณรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากที่หาอาหารได้แก่รากฝอย จะอยู่มากในบริเวณรัศมีทรงพุ่ม หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดนํ้าตาม
มะม่วงชอบดินที่โปร่ง ร่วนซุย การระบายนํ้าและอากาศของดินดี จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น พวกปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้เป็นประจำ ทุกๆ ปี เพื่อปรับปรุงดินให้ร่วนซุย เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นมะม่วง การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อาจใส่ปีละสองครั้งคือ ต้นฝน และปลายฝน ปุ๋ยอินทรีย์นี้ แม้จะมีธาตุอาหารที่พืชต้องการไม่มากนัก แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อดินในด้านอื่นๆ นอกจากจะช่วยทำให้ดินดีขึ้นแล้วยังช่วยให้ปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงไปนั้นถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น
ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
เป็นปุ๋ยที่ให้ประโยชน์แก่ต้นพืชอย่างรวดเร็ว และมีธาตุอาหารมากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ในดินที่ค่อนข้างขาดธาตุอาหาร จึงควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ให้บ้างจะทำให้ต้นโตเร็วให้ดอกให้ผลได้มากและสมํ่าเสมอ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์อาจให้ตั้งแต่ระยะเป็นต้นกล้าโดยใช้ปุ๋ยแอมโมเนี่ยมชัลเฟต 2 - 4 ช้อนแกง ผสมนํ้า 1 ปี๊บรดที่ต้นกล้าเดือนละ 2 ครั้งจะช่วยให้ต้นกล้าโตเร็ว แข็งแรง สามารถนำไปปลูกหรือใช้เป็นต้นตอได้เร็วและเมื่อนำต้นมะม่วงไปปลูกในแปลงจริง การใช้ปุ๋ยฟอสเฟตหรือกระดูกป่นใส่รองก้นหลุมก็จะช่วยให้รากเจริญเติบโตดี ทำให้ต้นตั้งตัวเติบโตเร็ว
ส่วนต้นมะม่วงที่โตแล้วแต่ยังไม่ให้ผล อาจใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 4-7-5 หรือ 4-9-3 ใส่ให้แก่ต้นเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน สำหรับต้นมะม่วงที่ให้ผลแล้ว อาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-5-15 หรือ 16-16-16 ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้กับไม้ผลทั่วไป อย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาเสียก่อน เพื่อให้ได้ผลอย่างเต็มที่ ไม่เกิดการสูญเปล่า เพราะความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมต่างๆของแต่ละท้องที่ย่อมไม่เหมือนกัน ประการหนึ่งต้นมะม่วงเป็นไม้ผลที่มีขนาดใหญ่รากสามารถหยั่งลึกหาอาหารได้ไกลๆ ถ้าดินนั้นเป็นดินดี อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารอยู่แล้ว ก็อาจไม่ต้องใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เลยก็ได้ การปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อยู่เสมอก็เพียงพอ
จำนวนปุ๋ยที่ใส่ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ทำให้ดินโปร่งเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินจำนวนที่ใส่ไม่จำกัด ถ้าดินทรายจัดก็ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ให้มากหน่อย สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 นั้น จำนวนปุ๋ยที่ใส่ขึ้นอยู่กับว่า ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด แต่มีหลักคิดอย่างคร่าวๆ ได้ดังนี้คือ จำนวนกิโลกรัมของปุ๋ยที่ใส่ต่อต้นต่อปีเท่ากับครึ่งหนึ่งของอายุของต้นมะม่วงเช่น มะม่วงอายุ 2 ปีใส่ 1 กิโลกรัม อายุ 3 ปีใส่ 1.5 กิโลกรัม อายุ 8 ปี ใส่ 4 กิโลกรัม เรื่อยไป จนถึง มะม่วงอายุ 10 ปีใส่ 5 กิโลกรัม หลังจากมะม่วงอายุ 10 ปีขึ้นไปแล้วไม่ยึดหลักดังกล่าวนี้ แต่ดูจากผลผลิตมะม่วงแต่ละปี ถ้าปีที่แล้วให้ผลมาก ก็จำ เป็นต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้นตามส่วน และยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินด้วย
วิธีใส่ปุ๋ย เมื่อต้นยังเล็กอยู่ ควรใช้วิธีขุดพรวนดินตื้นๆรอบต้น ในรัศมีทรงพุ่ม แบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวน ประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วน โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้น เพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่าและจะทำให้มะม่วงตายได้ จากนั้นจึงรดนํ้าให้ชุ่ม ส่วนในต้นที่โตแล้วอาจใช้วิธีขุดเป็นรางดินรอบต้นภายในรัศมีของทรงพุ่ม ขุดรางดินลึกประมาณ 6 นิ้ว ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักลงไปในราง ตามด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ แล้วกลบดิน รดนํ้าให้ชุ่ม ส่วนภายในบริเวณทรงพุ่มให้ขุดพรวนเพียงเล็กน้อย แล้วหว่านปุ๋ยเช่นเดียวกัน เหตุผลที่ใส่ปุ๋ยรอบบริเวณรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากที่หาอาหารได้แก่รากฝอย จะอยู่มากในบริเวณรัศมีทรงพุ่ม หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดนํ้าตาม
-ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/
7 เหตุผลที่การปลูกมะม่วงเจ๊ง ไม่รวยซักที
1.ใจร้อนอ่อนประสบการณ์
มีตัวอย่างมานักต่อนัก สำหรับผู้ที่มีเงินถือว่ามีทุน ซื้อที่ซื้อทางแล้วลงปลูกมะม่วงแหลก ไม่ดูฟ้าดูน้ำ ดูฝน มีหมื่นหมดหมื่นมีล้านหมดล้าน
2.เห็นแก่ได้
การทำงานกิจการใดก็ตามหากขาดความเป็นธรรม ละโมภโลภมาก ก็จะทำสิ่งใดไม่สำเร็จ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
3.ไม่ศึกษาให้ดีโกงเวลา
คนที่รู้ไม่จริงไม่เคยเปิดตำรา หรืออ่านแบบงูๆปลาๆ ไม่เคยทดลองทำ ใช้เวลาศึกษาน้อยเกินไป นำไปสู่ความรู้ไม่จริงย่อมส่งผลถึงความผิดพลาดอยู่บ่อยๆ บางครั้งอาจเสียหายโดยไม่หยั้งคิดได้
4.มุทะลุดุดัน
ความใจร้อน ก็นำมาสู่ความวิบัติต่อมะม่วงได้ ล้มทั้งยืนมานักต่อนัก เช่น เขาใส่ปุ่ยมะม่วงร่องก้นหลุมปริมาณเท่านี้เท่านั้น กลัวไม่พอจัดหนัดมุทะลุใส่เยอะ ต้นแห้งยืนตายมาหลายรายแล้วนะ หรือช่วงออกดอก จัดปุ๋ยมากไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน ต้องใจเย็นๆ
5.ไม่มีความเอาใจใส่
อันข้อดีขอเป็นข้อที่สำคัญเลยล่ะ เพราะไม่ว่าเราจะทำงานหรือปลูกอะไรก็ตาม ถ้าไม่ใส่ใจดูแลมันเลยก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเด็ดขาดเข้าตำรา แพ้ตั้งแต่เริ่มต้น บางคนเริ่มแรกก็ใส่ใจดีแต่พอนานๆเข้ากลับปล่อยปะละเลยปล่อยหญ้าสูงกว่าต้นมะม่วงอีกก็จบเช่นกัน เพราะมะม่วงใช้เวลานานอยู่กว่าจะให้ผลผลิต ต้องใจใจและรักในงานนี้จริงๆ

6.ขายแบบใจร้อน
ในช่วงที่มะม่วงออกผลผลิต พร้อมที่จะขายหากช่วงเวลานั้น ราคาดีก็ควรขายเลย แต่ถ้าเมื่อราคาตกต่ำไม่ดีเอามากๆเราควรจะรอราคาก่อนซักช่วง ไม่ควรรีบร้อนขายถูก เพราะถ้าอีกซักระยะราคาตีขึ้นมาจากที่เราจะได้เป็น แสนจะเหลือแค่หลักหมื่นซึงเสียโอกาสและเวลาอย่างยิ่งกับการด่วนใจร้อยรีบขาย
7.ขาดความรักในอาชีพ
ทำการงานปลูกผักปลูกพืชทุกอย่าง หากขาดซึ่งความรัก ในงานที่ทำทำแบบเหมือนโดนบังคับทำแบบขอไปที ไม่มีทางประสบความสำเร็จหรือไม่รวยแน่นอนจะพออยู่พอกินเท่านั้น อันได้นี้ได้อยู่แต่ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ฉนั้นทำสิ่งใดขอให้ทำด้วยความรัก
ขอบคุณพี่น้องชาวไทย ใจเกษตรครับแล้วพบกันใหม่ สัปดาห์หน้า
มีตัวอย่างมานักต่อนัก สำหรับผู้ที่มีเงินถือว่ามีทุน ซื้อที่ซื้อทางแล้วลงปลูกมะม่วงแหลก ไม่ดูฟ้าดูน้ำ ดูฝน มีหมื่นหมดหมื่นมีล้านหมดล้าน
2.เห็นแก่ได้
การทำงานกิจการใดก็ตามหากขาดความเป็นธรรม ละโมภโลภมาก ก็จะทำสิ่งใดไม่สำเร็จ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
3.ไม่ศึกษาให้ดีโกงเวลา
คนที่รู้ไม่จริงไม่เคยเปิดตำรา หรืออ่านแบบงูๆปลาๆ ไม่เคยทดลองทำ ใช้เวลาศึกษาน้อยเกินไป นำไปสู่ความรู้ไม่จริงย่อมส่งผลถึงความผิดพลาดอยู่บ่อยๆ บางครั้งอาจเสียหายโดยไม่หยั้งคิดได้
4.มุทะลุดุดัน
ความใจร้อน ก็นำมาสู่ความวิบัติต่อมะม่วงได้ ล้มทั้งยืนมานักต่อนัก เช่น เขาใส่ปุ่ยมะม่วงร่องก้นหลุมปริมาณเท่านี้เท่านั้น กลัวไม่พอจัดหนัดมุทะลุใส่เยอะ ต้นแห้งยืนตายมาหลายรายแล้วนะ หรือช่วงออกดอก จัดปุ๋ยมากไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน ต้องใจเย็นๆ
5.ไม่มีความเอาใจใส่
อันข้อดีขอเป็นข้อที่สำคัญเลยล่ะ เพราะไม่ว่าเราจะทำงานหรือปลูกอะไรก็ตาม ถ้าไม่ใส่ใจดูแลมันเลยก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเด็ดขาดเข้าตำรา แพ้ตั้งแต่เริ่มต้น บางคนเริ่มแรกก็ใส่ใจดีแต่พอนานๆเข้ากลับปล่อยปะละเลยปล่อยหญ้าสูงกว่าต้นมะม่วงอีกก็จบเช่นกัน เพราะมะม่วงใช้เวลานานอยู่กว่าจะให้ผลผลิต ต้องใจใจและรักในงานนี้จริงๆ

6.ขายแบบใจร้อน
ในช่วงที่มะม่วงออกผลผลิต พร้อมที่จะขายหากช่วงเวลานั้น ราคาดีก็ควรขายเลย แต่ถ้าเมื่อราคาตกต่ำไม่ดีเอามากๆเราควรจะรอราคาก่อนซักช่วง ไม่ควรรีบร้อนขายถูก เพราะถ้าอีกซักระยะราคาตีขึ้นมาจากที่เราจะได้เป็น แสนจะเหลือแค่หลักหมื่นซึงเสียโอกาสและเวลาอย่างยิ่งกับการด่วนใจร้อยรีบขาย
7.ขาดความรักในอาชีพ
ทำการงานปลูกผักปลูกพืชทุกอย่าง หากขาดซึ่งความรัก ในงานที่ทำทำแบบเหมือนโดนบังคับทำแบบขอไปที ไม่มีทางประสบความสำเร็จหรือไม่รวยแน่นอนจะพออยู่พอกินเท่านั้น อันได้นี้ได้อยู่แต่ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ฉนั้นทำสิ่งใดขอให้ทำด้วยความรัก
ขอบคุณพี่น้องชาวไทย ใจเกษตรครับแล้วพบกันใหม่ สัปดาห์หน้า
การปลูกมะม่วงให้ได้เงินล้านต่อปี
การปลูกมะม่วงให้ได้เงินล้านต่อปี เขาทำยังไงกัน1.อันดับแรกและสำคัญ ต้องหาที่ดินปลูกมะม่วง ก่อน มะม่วงสามารถปลูกได้ทุกดินแต่ถ้าจะให้ผลผลิตสูงและออกดีต้องเป็นดินร่วน ปนหินปนทราย น้ำไม่ท่วม ไม่จำเป็นต้องรดน้ำตลอดเวลา รดพอให้ต้นเลี้ยงตัวเองได้ก็พอ การที่จะได้เงินล้านจากการปลูกมะม่วงต้องเตรียมที่ไว้ ประมาณ 20-30 ไร่
2.ต้องคัดพันธุ์ที่จะนำมาปลูก พันธุ์มะม่วงมีส่วนสำคัญ ต้องใช้พันธุ์ที่นิยม เช่น น้ำดอกไม้ อกร่อง มหาชก หรือทองดำ ที่ตลาดมีความต้องการสูง จะใช้ต้นที่เพาะจากเมล็ดเลย เพาะจะมีรากแก้วเวลาโดนลมหรือน้ำท่วมจะแข็งแรงกว่าตต้นที่ทาบ หรือเพาะมาจากกิ่ง
3.การใส่ปุ่ยก็สำคัญ ถ้าใส่มาก ต้นจะเค็มตาย การใส่ปุ๋ยต้องใส่ให้พอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ใส่ปุ๋ยรองหลุม ที่สำคัญ เน้นใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติ หรือไคโตซาน ก็ดี

4.จัดการระบบน้ำให้เป็นระบบและพอเพียงต่อปริมาณต้นมะม่วง
5.รอ 5 ปีชุดแรกเริ่มออกแต่ยังไม่มาก ถ้าจะเห็นเงินล้านต้องให้ได้ประมาณ 7-8 ปี เงินล้านเห็นร่ำไรแน่นอน
6.หาทางจำหน่ายจากแนวทางอื่นๆ เช่นส่งออกนอก หรือนำไปขายเองบ้างเพื่อเพิ่มรายได้ ไม่ผ่านคนกลางยิ่งดี
แนวทางนี้ใช้ได้ผลมานักต่อนักแต่อย่ารีบร้อนต้องค่อยขยายไปเรื่อยๆ ไม่ควรทุ่มหมดหน้าตักทันทีเพราะมันต้องใช้เวลาในการปลูกมะม่วงด้วย
ปลูกมะม่วงกี่ปี่ถึงจะได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ปลูกมะม่วงกี่ปี่ถึงจะได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย1 ถ้าเราเลือกตอนกิ่งที่สมบูรณ์ มียอดซึ่งพร้อมที่จะออกดอก และกิ่งมีขนาดใหญ่พอ หลังจากตัดมาปลูกก็จะออกดอกมีลูกได้เลย
2 จะมีลูกได้เลยในปีแรกถ้าเลือกทาบกิ่งที่พร้อมจะออกดอกแต่ถ้ากิ่งที่ไปทาบไม่สมบูรณ์ก็ต้องรอ 2-3 ปี สำหรับการเสียบกิ้งนั้นคงต้องรอเวลาให้ ยอดที่ไปเสียบเจริญเติบโตก่อนประมาณ 1 ปี หลังจากเสียบติดแล้ว
3 มะม่วงเพาะจากเมล็ดออกลูกช้นเพราะต้องงอกและเจริญเติบโตจนกว่าสามารถพัฒนาต้นกิ่งก้านและใบเพื่อให้พร้อมที่จะออกดอกออกผล ถ้าเราดูแลบำรุงดีๆ และควบคุมการให้น้ำอย่างถูกต้องก็อาจจะออกดอกได้ใน 3 ปี
4 มะม่วงที่ปลูกด้วยเมล็ดถ้าไม่มีการผสมข้ามโดยแมลงจากเกสร ต้นมะม่วงพันธุ์อื่นก็จะไม่กลายพันธุ์ แต่ถ้ามีพันธุ์อื่นอยู่แถวนั้นก็มีโอกาสกลายพันธุ์ได้แต่ก็ไม่มากนัก
5 ได้ครับ แต่ต้องเสียบเปลี่ยนยอดใหม่ให้ติดกับพื้นดินให้มากที่สุดเพื่อให้ต้นเดิมไม่สามารถแตกกิ่งได้
เทคนิคการเตรียมดินก่อนการปลูกกมะม่วง
เทคนิคการเตรียมดินก่อนการปลูกกมะม่วง เตรียมดินยังไงให้มะม่วงออกมาต้นเจริญดี งอกงามดก
หลักในการเตรียมดินมีดังนี้
1. เตรียมดินในช่วงเวลาที่ดินกำลังร่วนซุย คือหลังฝนตกหรือมีความชื้นพอเหมาะ
2. เตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ให้พร้อมและตกแต่งให้คมเสียก่อน
3. ปราบวัชพืชโดยการขุด ไถ พรวน คราด หรือใช้สารเคมี (ถ้าไม่จำเป็นอย่าเผาทิ้ง แต่ควรฝังลึกลงดินหรือเอาไปทำปุ๋ยหมัก)
4. ขุดหรือไถให้ลึกอย่างน้อย 15 ซ.ม. พยายามกลบวัชพืชลงไปใต้ดินและกลับผิวดินบนลงสู่ข้างล่าง ตากดินให้เเหง 2-3 วัน
5. ทำการย่อยดิน และเอาหญ้าออกโดยใช้จอบไถหรือคราด
6. วัดระยะและทำแผนผังการปลูกพืชตามต้องการ
7. ยกร่อง พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและปูนขาว ถ้าจะปลูกบนร่อง หรือขุดหลุมแลวใส่ปุ๋ย ถ้าจะปลูกในหลุม
การเดรืยมดินคือ การทำดินให้เหมาะแก่การปลูกพืช และเพื่อประโยชน์อื่น ๆ เช่น เพื่อปราบวัชพืช ทำให้ดินแข็งแตกออก รักษาคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน เพื่อให้ดินบน ซึ่งมีอาหารพืชอยู่มากกลบลงไปข้างล่าง พอเหมาะที่รากพืชจะดูดเข้าไปใช้ได้ ช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้มาก สงวนความชุ่มชื้น ช่วยทำให้อากาศผ่านเข้าออกได้สะดวก และเพื่อกลบเอาเศษหญ้า ปุ๋ยหรือตอซังลงไปอยู่ข้างล่าง เพื่อจะได้ผุพังกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ต่อไป
หลักในการเตรียมดินมีดังนี้
1. เตรียมดินในช่วงเวลาที่ดินกำลังร่วนซุย คือหลังฝนตกหรือมีความชื้นพอเหมาะ
2. เตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ให้พร้อมและตกแต่งให้คมเสียก่อน
3. ปราบวัชพืชโดยการขุด ไถ พรวน คราด หรือใช้สารเคมี (ถ้าไม่จำเป็นอย่าเผาทิ้ง แต่ควรฝังลึกลงดินหรือเอาไปทำปุ๋ยหมัก)
4. ขุดหรือไถให้ลึกอย่างน้อย 15 ซ.ม. พยายามกลบวัชพืชลงไปใต้ดินและกลับผิวดินบนลงสู่ข้างล่าง ตากดินให้เเหง 2-3 วัน
5. ทำการย่อยดิน และเอาหญ้าออกโดยใช้จอบไถหรือคราด
6. วัดระยะและทำแผนผังการปลูกพืชตามต้องการ
7. ยกร่อง พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและปูนขาว ถ้าจะปลูกบนร่อง หรือขุดหลุมแลวใส่ปุ๋ย ถ้าจะปลูกในหลุม
พันธุ์มะม่วงที่ให้ราคา แพงที่สุด
1.“น้ำดอกไม้เขียวนวล"
ผลใหญ่สุดอยู่ที่น้ำหนัก ๗๐๐ กรัม (๗ ขีด) ราคาขายที่สวนกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ถือว่าเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ที่แพงที่สุดในประเทศไทย
2.ปลูกมะม่วง อาร์ทูอีทู
เป็นพันธุ์มะม่วงที่ สามารถส่งออกนอกได้ราคาดี เป็นมะม่วงส่งออกนอก ลักษณะของมะม่วงอาร์ทูอีทู คือผลกลม ขนาดใหญ่ น้ำหนักว่า 1 กิโลกรัม น้ำหนักผลน้อยที่สุด 7-8 ขีด เมื่อผลสุกจะมีสีแดง หากห่อผลจะมีลักษณะสีเหลืองนวล เนื้อหนา รสชาติไม่หวานจัดเหมือนน้ำดอกไม้ หวานอมเปรี้ยวนิดๆ ต้นที่ดกที่สุดสามารถเก็บผลได้ประมาณ 50-100 กิโลกรัม
3."มะม่วงแก้ว"
มะม่วงแก้วที่สุกปากตะกร้อส่งขายประเทศลาวได้ราคาดีเป็นที่นิยมบริโภคเป็นอย่างมาก เพราะมะม่วงแก้วสุกจะมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอม อร่อยมาก เนื้อเยอะ เมล็ดลีบ บางช่วงได้ราคาสูงถึงกิโลละ 40-50 บาท
4.การปลูกมมะม่วง พันธุ์ “จินหวง” และ พันธุ์ “อ้ายเหวิน”
เป็นมะม่วงจากทางไต้หวันลูกผสม นิยมปลูกมาก เป็นมะม่วงอีกตัวที่เป็น มะม่วงส่งออก ยอดนิยม อนาคตดีมาแรงอีกตัว ขนาดลูกมะม่วงใหญ่ลูกเดียวอาจได้ถึง 3 กิโล
5. มะม่วงชื่อพันธุ์ "อัลโฟนโซ่" หรือที่ชาวอินเดียเขาเรียกกันว่า "ฮาปุส"
เป็นมะม่วงที่มีรสชาติหวานและอร่อยมาก ราคาก็ไม่เบา 300 บาทต่อลูก
ผลใหญ่สุดอยู่ที่น้ำหนัก ๗๐๐ กรัม (๗ ขีด) ราคาขายที่สวนกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ถือว่าเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ที่แพงที่สุดในประเทศไทย
2.ปลูกมะม่วง อาร์ทูอีทู
เป็นพันธุ์มะม่วงที่ สามารถส่งออกนอกได้ราคาดี เป็นมะม่วงส่งออกนอก ลักษณะของมะม่วงอาร์ทูอีทู คือผลกลม ขนาดใหญ่ น้ำหนักว่า 1 กิโลกรัม น้ำหนักผลน้อยที่สุด 7-8 ขีด เมื่อผลสุกจะมีสีแดง หากห่อผลจะมีลักษณะสีเหลืองนวล เนื้อหนา รสชาติไม่หวานจัดเหมือนน้ำดอกไม้ หวานอมเปรี้ยวนิดๆ ต้นที่ดกที่สุดสามารถเก็บผลได้ประมาณ 50-100 กิโลกรัม
3."มะม่วงแก้ว"
มะม่วงแก้วที่สุกปากตะกร้อส่งขายประเทศลาวได้ราคาดีเป็นที่นิยมบริโภคเป็นอย่างมาก เพราะมะม่วงแก้วสุกจะมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอม อร่อยมาก เนื้อเยอะ เมล็ดลีบ บางช่วงได้ราคาสูงถึงกิโลละ 40-50 บาท
4.การปลูกมมะม่วง พันธุ์ “จินหวง” และ พันธุ์ “อ้ายเหวิน”
เป็นมะม่วงจากทางไต้หวันลูกผสม นิยมปลูกมาก เป็นมะม่วงอีกตัวที่เป็น มะม่วงส่งออก ยอดนิยม อนาคตดีมาแรงอีกตัว ขนาดลูกมะม่วงใหญ่ลูกเดียวอาจได้ถึง 3 กิโล
5. มะม่วงชื่อพันธุ์ "อัลโฟนโซ่" หรือที่ชาวอินเดียเขาเรียกกันว่า "ฮาปุส"
เป็นมะม่วงที่มีรสชาติหวานและอร่อยมาก ราคาก็ไม่เบา 300 บาทต่อลูก
ความหวังกำลังใจและสวนมะม่วงบ้านโฮ่งลำพูน
ความหวังกำลังใจและสวนมะม่วงที่ลำพูนจากมนุษย์เงินเดือนที่วุฒิ การศึกษาก็ไม่เอาอ่าว ขั้นต่ำสามัญ ที่ต้องทนอยู่ในสนามแข่งหนู วันแล้ววันเล่าที่ต้องทนเจ้านายด่า สบประมาท ไม่มีความก้าวหน้าเหมือนคนเดินอยู่กับที่ แต่แล้วมาอยู่วันหนึ่งเขาพึงนึกออกว่าเขายังไม่ได้ทำอะไรบ้าง ยังไม่ตามความฝันของตัวเองเลย เขาได้เริ่มวางแผนเพื่อไปตามความฝันของเขา แต่อุปสรรค อยู่ที่เขาเริ่มจากไม่มีอะไรเลย เขาต้องการมีสวนมะม่วงที่ใหญ่ๆแต่ เขาไม่มีแม้เพียงที่สวนเป็นของตัวเอง แล้วจะทำยังไง เขาจึงวางแผนอีกครั้ง สิง่เดียวที่ยังพอปรึกษาได้คือครอบครัว เขาได้ค้นพบว่าไม่สำคัญว่าที่ๆเราจะทำสวนนั้นไม้ต้องสวยเรียบ ก็ให้ผลผลิตเท่ากัน ไม่ต้องติดถนนใหญ่ใกล้ชุมชน ก็ทำสวนได้ เพราะตามหลักที่ยิ่งห่างไกลราคายิ่งถูก ในที่สุดจากความพยายยามบวกกับแรงส่งจากครอบครัว จึงทำให้ได้ มาหลายไร่ร่วมกับลุงแท้ๆของผม แต่ก็ยังทำงานประจำอยู่ยังไม่ออกจนกว่าสวนมะม่วงผสมจะพร้อม แต่ก็จะเลี้ยงให้สวนกับงานประจำโตไปด้วยกัน ให้ทำเงินไปด้วยกัน คิดแล้วมันช่างแสน รื่นรมห์ใจ ถึงแม้ตอนนี้ที่ดินจะเป็นหนี้ไม่ใช่สินทรัพย์ ก็ตามแต่ถ้ามะม่วงได้อายุและกำลังผลิตที่เต็มที่แน่นอน ครับ ถ้าแม้ถึงมีอุสรรคภัยธรรมชาติต่างๆ ตามฤดู เราก็จะได้ เปลี่ยน จากหนี้สินเป็นสินทรัพย์แน่นอน พร้อมที่จะได้ออกจาก สนามแข่งหนูเสียที
ปลูกมะม่วงกี่ต้นกี่ไร่ถึงจะได้เงินแสน
ปลูกมะม่วงกี่ต้นกี่ไร่ถึงจะได้เงินแสน
ภายในพื้นที่เพียง 4ไร่ ก็สามารถสร้างเงินแสนได้แล้วจากการปลูกต้นมะม่วง แต่ในการปลูกมะม่วงต้นมีพันธุ์ที่ดีมีราคาและความนิยม ในแต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญสุดที่เป็นตัวชี้วัดว่า จะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความใส่ใจในส่วนต่างๆ เช่นการใส่ปุ่ย ให้น้ำ บำรุงต้น ทุกข้อล้วนเป็นปัจจัยทั้งสิ้นถ้าเราไม่ดูแล ปล่อยปะละเลยปล่อยให้หญ้าสูงเท่าเข่า ก็ยากที่จะเห็นเงินแสน อย่าว่าแสนเลยหมื่นยังยาก อยู่ที่ความเอาใจใส่และดูแลครับ
ภายในพื้นที่เพียง 4ไร่ ก็สามารถสร้างเงินแสนได้แล้วจากการปลูกต้นมะม่วง แต่ในการปลูกมะม่วงต้นมีพันธุ์ที่ดีมีราคาและความนิยม ในแต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญสุดที่เป็นตัวชี้วัดว่า จะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความใส่ใจในส่วนต่างๆ เช่นการใส่ปุ่ย ให้น้ำ บำรุงต้น ทุกข้อล้วนเป็นปัจจัยทั้งสิ้นถ้าเราไม่ดูแล ปล่อยปะละเลยปล่อยให้หญ้าสูงเท่าเข่า ก็ยากที่จะเห็นเงินแสน อย่าว่าแสนเลยหมื่นยังยาก อยู่ที่ความเอาใจใส่และดูแลครับ
ระยะห่างในการปลูกมะม่วงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ระยะห่างในการปลูกมะม่วงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ระยะห่างยอดฮิตที่ใช้แล้วได้ผลมานักต่อนักในการปลูกมะม่วงอยู่ที่ 2X2 เมตร หรือ 2.5X 2เมตร ได้ต้นมะม่วงประมาณ 150-200 ต้นต่อไร่ ถ้ามี 10 ไร่ก็จะได้ พันกว่าต้นแล้ว รวยๆ ส่วนต้นพันธุ์ นิยมใช้ต้นมะม่วงตลับนาค หรือ โชคอนันต์ เพาะเมล็ดในถุง เพราะหากินเก่ง ทนแล้ว พอต้นมะม่วงโตได้ความสูงประมาณ 1.30 เมตร ค่อยมาเสียบกิ่งด้วยพันธุ์มะม่วงที่เราต้องการหรือเป็นที่ต้องการของตลาด
ระยะห่างยอดฮิตที่ใช้แล้วได้ผลมานักต่อนักในการปลูกมะม่วงอยู่ที่ 2X2 เมตร หรือ 2.5X 2เมตร ได้ต้นมะม่วงประมาณ 150-200 ต้นต่อไร่ ถ้ามี 10 ไร่ก็จะได้ พันกว่าต้นแล้ว รวยๆ ส่วนต้นพันธุ์ นิยมใช้ต้นมะม่วงตลับนาค หรือ โชคอนันต์ เพาะเมล็ดในถุง เพราะหากินเก่ง ทนแล้ว พอต้นมะม่วงโตได้ความสูงประมาณ 1.30 เมตร ค่อยมาเสียบกิ่งด้วยพันธุ์มะม่วงที่เราต้องการหรือเป็นที่ต้องการของตลาด
โดนหนอนเจอะต้นมะม่วงทำไงดี?
โดนหนอนเจอะต้นมะม่วงทำไงดี?
ลักษะณะเมื่อต้นมะม่วงโดนหนอนเจอะ
1. เมื่อเริ่มถูกเจาะจะสังเกตุเห็นว่าจะมีขุยไม้กองอยู่ที่โคนต้น บางทีขณะที่เรายืนอยู่ใต้ต้นก็จะมีขุยไม้ร่วงลงมา ขุยไม้นี้เกิดจากการเจาะไชของหนอน และเมื่อหนอนเจาะถึงใส้แล้วต้นไม้จะเริ่มมีอาการใบสลดเหีี้ยว
2. ต้องหารูเจาะให้เจอไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหนก็ตามแล้วเอาเชลไดร๊แบบสเปรย์ที่มีท่อเล็กๆยาวๆสอดเข้าไปในรูหนอนแล้วฉีด หลังจากฉีดแล้วผมจะใช้กระดาษทิชชู่อุด เพราะว่าเวลาที่หนอนตายแล้วเน่ากระดาษทิชชู่จะเป็นสีน้ำตาลเพราะซับน้ำเน่าไว้
3. สารเคมีที่โรยตามโคนต้นเช่น ฟูราแคน ไม่อยากแนะนำให้ใช้กับไม้ผลครับ สงสารคนกิน เพราะอะไรเราๆก็รู้ๆกันอยู่ ฟูราแคนจะถูกดูดซึมเข้าไปในลำต้นทำให้เนื้อไม้เป็นพิษ
หนอนเจาะต้นมะม่วงเท่าที่เห็นมี2แบบ
แบบที่หนึ่งตัวแดงมีขนตัวไม่ใหญ่นักทั่วๆไปราวครึ่งซม.ยาว3-4ซม
หนอนนี้ใชจากผิวเข้าไปกินแกนในกลางกิ่งมะม่วงขนาดเล็ก
มันกินแกนกิ่งมะม่วงอยูราว1อาทิตย์ ระยะนี้เราจะไม่รู้เลยว่ามีหนอน
ต่อมาหนอนจะกลับมากินเนื้อไม้ตรงบริเวณที่เจาะเข้าไปจนเกือบขาด
เพื่อทำช่องออกตอนเป็นตัวแก่
ระยะนี้จะเห็นขี้หนอนตกอยูตามพื้นเป็นก้อนกลมสีน้ำตางหรือขาว
ส่วนใบของกิ่งนี้จะเริ่มเหี่ยว ต่อมาก็แห้งตายยกกิ่ง
หากผ่ากิ่งดูก็จะเห็นหนอนตัวสีแดงกระดกหัวยิ้มให้เราสองสามครั้ง
แบบที่สองกินใต้เปลือกหนอนพวกนี้ตัวแบนมีเขี้ยวสีดำลำตัวสีขาว
กว้างราว1ซม. ยาวราว4-6ซมเป็นหนอนที่มีลำตัวแข็งมาก
ถ้ามีหนอนพวกนี้ก็จะสังเกตุได้ว่าเปลือกของต้นมะม่วงจะไม่เรียเคาะดู
จะมีเสียงปุๆ ขีหนอนพวกนี้เหมือนกับขี้เลื่อย หนอนพวกนี้กินไม้ทั้งวัน
และกลางคืนด้ว
พวกแรกเห็นขี้หล่นที่โคนเป็นเม็ดๆกลมๆ
พวกที่สองจะเห็นเปลือกปูดนูนผิดปรกติ อาจมีขี้เลื่อยตกที่โคนด้วย
การป้องกันและกำจัด ป้องกันไม่ให้ด้วงชนิดนี้มาวางไข่ที่เปลือกของลำต้น โดยการทำความสะอาดสวนอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณโคนต้นและลำต้น อย่าให้ลำต้นมีรอยแผล ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลง การฉีดยาฆ่าแมลงอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ด้วงไม่มีโอกาสวางไข่ โดยฉีดตามรอยแตกของเปลือกไม้ พ่นสารชนิดที่มีกลิ่นและดูดซึมเคลือบเปลือกลำต้นเป็นครั้งคราว หากพบว่ามีตัวหนอนกัดกินเข้าไปข้างในแล้ว และสร้างขุยปิดปากรูอยู่ ให้รีบทำลายตัวหนอนทันที โดยหาเหล็กแหลมเขี่ยเอาตัวหนอนออกมา หรือฆ่าตัวหนอนเสีย แต่ถ้าตัวหนอนเข้าไปลึกแล้ว ให้ไช้ยาฉีดยุงแบบสเปรย์ฉีดเข้าไปในรู แล้วอุดรูด้วยดินเหนียวหรือดินน้ำมัน หรือเคมีชนิดฟุ้งกระจาย เช่น ฟูโมแก๊ส พ่นเข้าไปตามรูเพื่อให้สารเคมีระเหยไปฆ่าตัวหนอน จะทำให้ตัวหนอนตาย
ลักษะณะเมื่อต้นมะม่วงโดนหนอนเจอะ
1. เมื่อเริ่มถูกเจาะจะสังเกตุเห็นว่าจะมีขุยไม้กองอยู่ที่โคนต้น บางทีขณะที่เรายืนอยู่ใต้ต้นก็จะมีขุยไม้ร่วงลงมา ขุยไม้นี้เกิดจากการเจาะไชของหนอน และเมื่อหนอนเจาะถึงใส้แล้วต้นไม้จะเริ่มมีอาการใบสลดเหีี้ยว2. ต้องหารูเจาะให้เจอไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหนก็ตามแล้วเอาเชลไดร๊แบบสเปรย์ที่มีท่อเล็กๆยาวๆสอดเข้าไปในรูหนอนแล้วฉีด หลังจากฉีดแล้วผมจะใช้กระดาษทิชชู่อุด เพราะว่าเวลาที่หนอนตายแล้วเน่ากระดาษทิชชู่จะเป็นสีน้ำตาลเพราะซับน้ำเน่าไว้
3. สารเคมีที่โรยตามโคนต้นเช่น ฟูราแคน ไม่อยากแนะนำให้ใช้กับไม้ผลครับ สงสารคนกิน เพราะอะไรเราๆก็รู้ๆกันอยู่ ฟูราแคนจะถูกดูดซึมเข้าไปในลำต้นทำให้เนื้อไม้เป็นพิษ
หนอนเจาะต้นมะม่วงเท่าที่เห็นมี2แบบ
แบบที่หนึ่งตัวแดงมีขนตัวไม่ใหญ่นักทั่วๆไปราวครึ่งซม.ยาว3-4ซม
หนอนนี้ใชจากผิวเข้าไปกินแกนในกลางกิ่งมะม่วงขนาดเล็ก
มันกินแกนกิ่งมะม่วงอยูราว1อาทิตย์ ระยะนี้เราจะไม่รู้เลยว่ามีหนอน
ต่อมาหนอนจะกลับมากินเนื้อไม้ตรงบริเวณที่เจาะเข้าไปจนเกือบขาด
เพื่อทำช่องออกตอนเป็นตัวแก่
ระยะนี้จะเห็นขี้หนอนตกอยูตามพื้นเป็นก้อนกลมสีน้ำตางหรือขาว
ส่วนใบของกิ่งนี้จะเริ่มเหี่ยว ต่อมาก็แห้งตายยกกิ่ง
หากผ่ากิ่งดูก็จะเห็นหนอนตัวสีแดงกระดกหัวยิ้มให้เราสองสามครั้ง
แบบที่สองกินใต้เปลือกหนอนพวกนี้ตัวแบนมีเขี้ยวสีดำลำตัวสีขาว
กว้างราว1ซม. ยาวราว4-6ซมเป็นหนอนที่มีลำตัวแข็งมาก
ถ้ามีหนอนพวกนี้ก็จะสังเกตุได้ว่าเปลือกของต้นมะม่วงจะไม่เรียเคาะดู
จะมีเสียงปุๆ ขีหนอนพวกนี้เหมือนกับขี้เลื่อย หนอนพวกนี้กินไม้ทั้งวัน
และกลางคืนด้ว
พวกแรกเห็นขี้หล่นที่โคนเป็นเม็ดๆกลมๆ
พวกที่สองจะเห็นเปลือกปูดนูนผิดปรกติ อาจมีขี้เลื่อยตกที่โคนด้วย
การป้องกันและกำจัด ป้องกันไม่ให้ด้วงชนิดนี้มาวางไข่ที่เปลือกของลำต้น โดยการทำความสะอาดสวนอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณโคนต้นและลำต้น อย่าให้ลำต้นมีรอยแผล ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลง การฉีดยาฆ่าแมลงอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ด้วงไม่มีโอกาสวางไข่ โดยฉีดตามรอยแตกของเปลือกไม้ พ่นสารชนิดที่มีกลิ่นและดูดซึมเคลือบเปลือกลำต้นเป็นครั้งคราว หากพบว่ามีตัวหนอนกัดกินเข้าไปข้างในแล้ว และสร้างขุยปิดปากรูอยู่ ให้รีบทำลายตัวหนอนทันที โดยหาเหล็กแหลมเขี่ยเอาตัวหนอนออกมา หรือฆ่าตัวหนอนเสีย แต่ถ้าตัวหนอนเข้าไปลึกแล้ว ให้ไช้ยาฉีดยุงแบบสเปรย์ฉีดเข้าไปในรู แล้วอุดรูด้วยดินเหนียวหรือดินน้ำมัน หรือเคมีชนิดฟุ้งกระจาย เช่น ฟูโมแก๊ส พ่นเข้าไปตามรูเพื่อให้สารเคมีระเหยไปฆ่าตัวหนอน จะทำให้ตัวหนอนตาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








